การประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย
ความหมายของการประเมินพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย
การประเมินกับเด็กปฐมวัยเป็น สิ่งที่อยู่คู่กัน ซึ่งต้องการความชัดเจนในการอธิบายเพื่อนําไปปฏิบัติได้
ถูกต้องโดยไม่ผิดพลาด เพราะเด็กปฐมวัยมีพัฒนาการและการเจริญเติบโตที่ซับซ้อน คําว่า การประเมินในที่นี้ตรง
กับคําภาษาอังกฤษว่า assessment ซึ่งมีผู้ให้ความหมายดังนี้
การประเมิน หมายถึง กระบ่วนการสังเกตพฤติกรรมของเด็กในขณะทํากิจกรรม แล้วจดบันทึกลงใน
เครื่องมือที่ผู้สอนสร้างขึ้น หรือกําหนดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกในแต่ละครั้ง
เป็นข้อมูลในการพัฒนา กิจกรรมให้เด็กได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักย์ภาพ (กระทรวงศึกษาธิการ 2547: 84)
การประเมิน หมายถึง กระบวนการวัดและประเมินผลตัวเด็ก เน้นการใช้วิธีการและเครื่องมือที่
หลากหลายในการวัดที่มีระบบและจุดมุ่งหมายในการมองความก้าวหน้าและผลสัมฤทธิ์เด็ก การประเมินเป็นการ
รวบรวม ข้อมูล ทั้งที่เป็นตัวเลขปริมาณ (Quantitative) และค่าทางคุณลักษณะ (Qualitative) เพื่อใช้สารสนเทศ
ที่ได้จากการประเมินเป็นข้อมูลย้อนกลับไปยังเด็กเกี่ยวกับความก้าวหน้า จุดเด่น และจุดด้อยของเด็ก (สิริมา
ภิญโญ อนันตพงษ์2553: 2)
จากข้อมูลดังกล่าวสามารถอธิบายได้ว่า การประเมิน หมายถึง กระบวนการศึกษาความก้าวหน้าของ
พัฒนาการและการเจริญเติบโตของเด็กปฐมวัย ด้วยวิธีการและเครื่องมือที่หลากหลาย เพื่อนําข้อมูลมาใช้ในการ
ตัดสินใจสําหรับการแก้ไขและส่งเสริมพัฒนาการและการจัดการเรียนรู้ได้ตรงกับศักยภาพของเด็ก
การประเมินพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย เป็นการประเมินพัฒนาการด้านหนึ่งของเด็กปฐมวัย
เพื่อ ศึกษาความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรม หรือพัฒนาการด้านสติปัญญา (cognitive
development)ของเด็กปฐมวัย เป็นการเปลี่ยนแปลงความสามารถด้านความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งรอบตัวและ
ความสัมพันธ์ระหว่างตนเอง กับปรากฏการณ์และสิ่งต่างๆ ซึ่งทําให้บุคคลสามารถปรับสร้างทักษะใหม่เพิ่มขึ้นจาก
ความเข้าใจ และทักษะเดิมมาใช้ในการแก้ปัญหาได้ การประเมินระดับพัฒนาการด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย
สามารถปฏิบัติได้โดยใช้วิธีสังเกตจากพฤติกรรม เช่น การแก้ปัญหาและการปรับตัว ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหว การใช้
มือหรือการติดต่อสื่อสารด้วยการพูด เขียนหรือวาดอย่างเป็นขั้นตอน แล้วนําผลมาเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน
(นิตยา คชภักดี 2543: 1, 31)
ดังนั้น การประเมินพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัยจึงหมายถึง กระบวนการศึกษาความสามารถ
ด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย ซึ่งในที่นี้ประกอบด้วย พฤติกรรมด้านการคิด การใช้ภาษา จินตนาการและความคิด
สร้างสรรค์ เพื่อนําผลมาใช้ในการเสริมสร้างพัฒนาการและการออกแบบการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กได้มีพัฒนาการและ
การเจริญเติบโตที่ก้าวหน้าเหมาะสมกับวัย ตลอดจนนํามาพัฒนาวิธีการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความสามารถ
ทางสติปัญญาของเด็ก
ความสําคัญของการประเมินพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย
การประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัย นับเป็นกระบวนการที่มีความสําคัญต่อการตรวจสอบ กํากับ
ติดตามและเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กที่มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งสามารถอธิบายได้ดังแนวคิดต่อไปนี้
การประเมินเด็กปฐมวัยเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเด็กได้โดยตรง และสามารถนํามาใช้ในการ
พัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา (Shepard, Kagan and Wurtz, 1998: 5-6)
สาระบัญญัติข่องกฎหมายว่าด้วยเป้าหมายการศึกษาของคนอเมริกันในศตวรรษที่ 21 มาตรา 207 ว่า
ด้วยการประเมินเด็กปฐมวัยที่กําหนดว่า คณะกรรมการแห่งชาติได้กําหนดแนวทางการพัฒนาวิธีการประเมินเด็ก
ปฐมวัย ดังนี้(The National Education Goals Panel, 1998: 2)
1) พัฒนารูปแบบขององค์ประกอบเกี่ยวกับคว่ามพร้อมของโรงเรียนที่แสดงถึงความต้องการในการ
พัฒนาเด็กปฐมวัย รวมถึงเด็กที่ด้อยความสามารถในการเรียนรู้
2) สร้างคู่มือที่ชัดเจนเกี่ยวกับธรรมชาติ หน้าที่ และการดําเนินการประเมินเด็กปฐมวัย ซึ่งรวมถึงรูปแบบ
การประเมินที่ใช้กับชุมชนที่แตกต่างทางวัฒนธรรมและภาษา ซึ่งเป็นรูปแบบที่อยู่บนพื้นฐานที่ต้องอาศัยความ
พร้อมในการเรียนของเด็ก
3) ติดตามและประเมินเด็กปฐมวัย โดยเฉพาะความสามารถของระบบการประเมิน ที่สามารถให้ข้อมูล
เกี่ยวกับความพร้อมในการเรียนรู้ของเด็ก
4) ติดตามและรายงานผลการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสถานะของเด็กระยะยาว เพื่อประโยชน์ในการ
นํามาพัฒนานโยบายและการปฏิบัติในการพัฒนาการศึกษา รวมถึงการนําเสนอข้อมูลใหม่ที่จําเป็นต่อการ
พัฒนาการเจริญเติบโตของเด็กในด้านต่างๆ
ข้อกําหนดเกี่ยวกับวิธีการประเมินเด็กปฐมวัยดังกล่าว สามารถวิเคราะห์ให้เห็นถึงความสําคัญของการ
ประเมินเด็กปฐมวัยได้ว่า การประเมินเป็นข้อมูลสําหรับใช้ในการเสริมสร้างพัฒนาการและความสามารถของเด็ก
ปฐมวัยในทุกกลุ่ม ทั้งที่แตกต่างทางวัฒนธรรมและภาษา อีกทั้งผลการประเมินสามารถใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการ
พัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษาได้ด้วย
ข้อมูลดังกล่าวได้แสดงให้เห็นถึงความสําคัญของการประเมินพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย ซึ่ง
เป็นพัฒนาการด้านหนึ่งของเด็กปฐมวัยที่ต้องติดตามเฝ้าระวัง และหาวิธีการเสริมสร้างผ่านกระบวนการประเมิน
ด้วยพัฒนาการด้านสติปัญญามีความสําคัญยิ่งต่อการเรียนรู้ของเด็ก การประเมินพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็ก
ปฐมวัยจึงมีความสําคัญที่สามารถอธิบายได้ดังนี้
1) เป็นแนวทางการเสริมสร้างพัฒนาการและการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับเด็กตามวัยและ
ศักยภาพของเด็กแต่ละคน
2) สามารถนําผลมาพัฒนาและปรับปรุงพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัยให้มีความ
ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น
3) เป็นการวัดความสําเร็จของการจัดการเรียนรู้ที่สามารถใช้เป็นแนวทางการพัฒนาเด็กปฐมวัย
ทั้งปัจจุบันและอนาคต
4) สามารถทราบได้ว่าเด็กแต่ละคนมีความรู้ ความสามารถอย่างไร และจะช่วยให้ผู้สอนสามารถ
นําไปวางแผนและจัดการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กได้ประสบผลสําเร็จ หรืออ่าจนําไปแก้ไขพัฒนาการทางสติปัญญาของ
เด็กที่บกพร่องหรือล่าช้าได้ตั้งแต่แรกเริ่ม
5) สามารถช่วยให้เด็กได้รับการส่งเสริมและพัฒนาพฤติกรรมที่ปรากฏได้อย่างรวดเร็ว หากเลย
ช่วงวัยนี้แล้วการพัฒนาของเด็กอาจเป็นไปอย่างล่าช้า
ความสําคัญของการประเมินพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัยดังกล่าว เป็นคุณค่าที่เกิดขึ้นโดยตรง
กับเด็กปฐมวัย ผลการประเมินจะเป็นข้อมูลสําคัญสําหรับการสนับสนุนให้เด็กได้รับการส่งเสริมพัฒนาการด้าน
สติปัญญาให้เป็นไปตามวัยและตามศักยภาพ ตลอดจนเป็นข้อมูลสําหรับการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ให้มี
ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ความหมายและความสําคัญของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย
ความหมายของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย
การอธิบายความหมายของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย จําเป็นต้องทําความ
เข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัยว่าเป็นพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความสามารถทางสติปัญญา
ดังที่มีการอธิบายว่า พฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัยเกี่ยวข้องกับความสามารถทางภาษาในด้านความ
เข้าใจภาษาความสามารถด้านตัวเลข ความสามารถใน ด้านการใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้
เหตุผลเชิงตรรกะ ความสามารถด้านความจํา ความสามารถในการสังเกต และความสามารถทางมิติสัมพันธ์ เป็น
ต้น (ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ 2552: 211-212) นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงความสามารถทางสติปัญญาที่
เกี่ยวกับพฤติกรรมที่แสดงออกด้านภาษา ด้านตรรกศาสตร์ ด้านการมองและพื้นที่ ด้านดนตรี ด้านการใช้ร่างกาย
และกล้ามเนื้อต่างๆ และด้านการติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่น (Fisher, 1992 อ้างถึงใน นภเนตร ธรรมบวร
2549:68) สําหรับในที่นี้จะเป็นการกําหนดพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัยที่เกี่ยวกับพฤติกรรมด้านการ
คิด พฤติกรรมด้านภาษา และพฤติกรรมด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ พฤติกรรมเหล่านี้เป็นพฤติกรรม
ด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัยที่ควรได้รับการเสริมสร้าง เนื่องจากเป็นส่วนสําคัญที่จําเป็นสําหรับการดํารงชีวิตและ
การเรียนรู้ของเด็ก
ความสําคัญของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย
เด็กปฐมวัยเป็นวัยที่มีการเจริญเติบโตและมีความพร้อมสําหรับการพัฒนาทั้งทางร่างกาย อารมณ์จิตใจ
สังคม และสติปัญญา สําหรับพฤติกรรม ด้านสติปัญญาซึ่งเป็นพัฒนาการที่เกี่ยวข้องกับการทํางานของสมองของ
เด็กปฐมวัยที่อยู่ในช่วงที่มีการพัฒนาสูงสุดซึ่งเรียกว่า ช่วงเวลาที่หน้าต่างแห่งโอกาสเปิด (windows of
opportunity) คือระยะเวลาที่มีการเจริญเติบโตและเรียนรู้ได้ง่ายและรวดเร็ว (อารีย์ สัณหฉวี 2550: 26) ดังนั้น
การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัยจึงมีความสําคัญที่สามารถอธิบายได้ดังนี้
1) การสร้างโอกาสแห่งการเรียนรู้ ที่เกิดขึ้นอย่างเต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากเด็กได้รับการเสริมสร้าง
พฤติกรรมด้านสติปัญญาที่จําเป็นต่อการเรียนรู้ เช่น การคิด ภาษา จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เป็นต้น สิ่ง
เหล่านี้จึงเป็นความสําคัญที่ทําให้เด็กได้ก้าวสู่โลกแห่งการเรียนรู้อย่างมั่นใจ
2) การเตรียมความพร้อมเพื่อการเรียนรู้ พฤติกรรมด้านสติปัญญาที่เด็กได้รับการเสริมสร้างมีส่วนสําคัญ
ต่อการพัฒนาความพร้อมที่เด็กสามารถนําไปใช้ในการเรียนรู้ประสบการณ์ เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ภาษา
ดนตรี และการเคลื่อนไหว เป็นต้น
3) การค้นพบความถนัด การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาช่วยให้ได้ข้อค้นพบเกี่ยวกับตัวเด็กในเรื่อง
ของความสนใจ ความชอบ ความถนัด ทําให้ได้ข้อมูลสําหรับการสร้างเสริมพฤติกรรมของเด็กได้ตามสภาพจริงใน
ช่วงเวลาที่เหมาะสม ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน
4) การช่วยให้เด็กประสบผลสําเร็จในการเรียนรู้จากการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญา ซึ่งใช้วิธีการที่
เหมาะสมกับเด็ก เช่น การให้โอกาสในการเรียนรู้และปฏิบัติ เพื่อให้เด็กได้ประสบผลสําเร็จด้วยตนเอง และเป็นการ
เรียนรู้อย่างมีความสุข
5) การสร้างแนวคิดการเรียนรู้รูปแบบใหม่ที่ให้ความสําคัญกับการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญา
ที่ยึดเด็กเป็นสําคัญ อันเป็นแนวทางสู่การเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความต้องการและความถนัดของเด็ก
จากความสําคัญของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัยดังกล่าว นับเป็นความสําคัญที่ส่งผล
โดยตรงกับเด็ก เนื่องจากเป็นการสนับสนุนให้เด็กได้รับการสร้างเสริมศักยภาพด้านสติปัญญาที่มีอยู่ในตนเองให้ได้
แสดงออก และเป็นการสร้างความพร้อมให้เด็กได้ประสบผลสําเร็จในการเรียนรู้
พัฒนาการด้านสติปัญญา

ประกอบด้วย 4 มาตรฐาน คือ
มาตรฐานที่ 1 ใช้ภาษาสื่อสารได้เหมาะสมกับวัย
มาตรฐานที่ 2 มีความสามารถในการคิดที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้
มาตรฐานที่ 3 มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
มาตรฐานที่ 4 มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้และมีความสามารถในการแสวงหาความรู้ได้เหมาะสมกับวัย
สำหรับแนวทางการประเมินพัฒนาการในด้านพัฒนาการด้านสังคมที่ครอบคลุม 4 มาตรฐานข้างต้นนี้นั้น คุณครูปฐมวัยจะต้องสังเกตการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการรับรู้ การสังเกต การจดจำ วิเคราะห์ รู้คิด รู้เหตุผล และแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยแต่ละคน ตลอดจนการแสดงออกด้วยการใช้ภาษาจากการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในรูปแบบของการสนทนา การตอบคำถาม เล่านิทาน เป็นต้น
การประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา ประกอบด้วย การประเมินความสามารถในการสนทนา โต้ตอบและเล่าเรื่องให้ผู้อื่นเข้าใจ ความสามารถในการอ่าน เขียนภาพ และสัญลักษณ์ ความสามารถในการคิดรวบยอด ความสามารถในการคิดเชิงเหตุผล ความสามารถในการคิดแก้ปัญหาและตัดสินใจ การทำงานศิลปะ การแสดงท่าทางและการเคลื่อนไหว ตามจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนการมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้และความสามารถในการแสวงหาความรู้
สิ่งหนึ่งที่จะช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้กับคุณครูปฐมวัยหรือคุณครูอนุบาลทั้งหลายในการประเมินพัฒนาการของเด็กอนุบาลก็คือ “เอกสารประเมินพัฒนาการเด็กระดับปฐมวัย” ที่ดีและมีคุณภาพตรงตามหลักสูตรที่กระทรวงศึกษากำหนดไว้ โดยเอกสารประเมินพัฒนาที่ดีนั้นจะต้องใช้งานง่าย มีช่องข้อมูลให้บันทึกอย่างครบถ้วนตรงตามหลักสูตร สามารถทำให้คุณครูปฐมวัยนำข้อมูลของเด็กแต่ละคนที่ประเมินไว้นำไปสรุปได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง
พัฒนาการเด็ก อายุ 1-6 ปี ด้านสติปัญญา
กู๊ด ได้ให้ความหมายของสติปัญญาว่า หมายถึง ความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์อย่างรวดเร็ว เป็นความสามารถทางสมองในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์อย่างรวดเร็ว เป็นความสามารถทางสมองในการรวบรวมประสบการณ์ต่างๆเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งความสามารถทางสมองนี้สามารถวัดได้ด้วยเครื่องมือทดสอบทางสติปัญญา
เฮอร์ลอค ได้ให้ความหมายของพัฒนาการไว้ว่า หมายถึง การเปลี่ยนแปลงต่างๆที่มีลำดับขั้นตอนต่อเนื่อง เน้นขบวนการการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ผสมผสานกัน
เพียเจท์ เชื่อว่าพัฒนาการทางสติปัญญานั้นหมายถึง ความสามารถที่จะคิดค้นสิ่งที่เป็นนามธรรมอย่างมีเหตุผล
สุมนา พานิช กล่าวว่า พัฒนาการทางสติปัญญา หมายถึง ความสามารถในการจำ การรู้จักคิด การใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา การที่เด็กจะมีความสามารถดังกล่าวได้ จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาไปตามขั้นตอน เริ่มจากการรับรู้สิ่งต่างๆ ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า คือการจับต้อง การเห็น การได้ยิน การรู้รส และการได้กลิ่น การกระตุ้นเข้าประสาทสัมผัสทั้งห้าของเด็กทำให้เกิดพัฒนาการทางสติปัญญา
จากความหมายข้างต้นจะเห็นว่า พัฒนาการทางสติปัญญานั้นเป็นความหมายในการสะสมประสบการณ์จากสิ่งแวดล้อมโดยผ่านการรับรู้ของประสาทสัมผัสทั้งห้า ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงลำดับขั้นตอนอย่างต่อเนื่องและสัมพันธ์กับพัฒนาการด้านต่างๆ สำหรับเด็กปฐมวัยพัฒนาการทางสติปัญญาจะขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมและบุคคลรวมถึงประสบการณ์ที่กระตุ้นให้เด็กเกิดการคิด
ลักษณะพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กปฐมวัยมีดังนี้
1.พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 1 ปี
รู้จักเชื่อมโยงคำพูดกับการกระทำ ชอบฟังคำซ้ำๆ เสียงสูงๆต่ำๆ รู้ว่าคำต่างๆเป็นสัญลักษณ์ของวัตถุนั้นๆ เริ่มพูดเป็นคำใหม่ ค้นหาที่ปิดซ่อนจากสายตาได้ รู้จักชื่อตนเอง แสดงความคิด จินตนาการ กล่าวคือพูดเกี่ยวกับการกระทำอยู่ เข้าใจคำพูดง่ายๆ พูดเป็นคำได้มากขึ้น ทักทายโดยใช้เสียงท่าทาง สนใจสำรวจสิ่งรอบตัว หัดขีดเขียนเส้นยุ่งๆได้ มีความสนใจกับของบางอย่างนาน 2-5 นาที ชอบดูหนังสือภาพ ชอบฟังบทกลอน นิทาน เริ่มประโยคคำถาม อยากรู้อยากเห็น ขีดเขียนเส้นตรงเป็นแนวดิ่งได้ วางของซ้อนกันลงได้ 4-6 ชิ้น
2.พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 2 ปี
ด้านสติปัญญา เป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็น สนใจค้นคว้าสำรวจสิ่งต่างๆรอบตัว เรียนรู้สิ่งต่างๆโดยการเลียนแบบผู้ที่อยู่ใกล้ชิดหรือเด็กอื่น มีช่วงความสนใจกับบางอย่างได้นาน3-5 นาที ชอบดูหนังสือภาพ ฟังบทกลอน นิทาน คำคล้องจอง รู้จักซักถามสิ่งที่สงสัยโดยใช้ประโยคคำถาม ว่า “อะไร”
3.พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 3 ปี
ด้านสติปัญญา เป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็นทุกอย่างรอบตัว สำรวจสิ่งต่างๆที่เหมือนกันและต่างกันได้ เรียนรู้จากการสังเกตและเลียนแบบผู้อื่น จำแนกสิ่งต่างๆด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า
4.พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 4 ปี
ด้านสติปัญญา บอกชื่อและนามสกุลของตนเอง เด็กในวัยนี้เรียนรู้สิ่งต่างๆด้วยการจำแนกด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า สำรวจและทดลองเล่นกับสิ่งของหรือของเล่นต่างๆ ตามคิดของตนเอง พยายามแก้ปัญหาด้วยตนเองหลังจากได้รับคำชี้แนะ
5.พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กระหว่าง 5-6 ปี
ด้านสติปัญญา สามารถฟังเรื่องราวและถ่ายทอดให้ผู้อื่นฟังได้ บอกชื่อ นามสกุล และอายุของตนเอง สร้างผลงานตามความคิดของตนเอง โยมีรายละเอียดเพิ่มขึ้นและแปลกใหม่ พยายามหาวิธีแก้ปัญหาด้วยตนเอง
การส่งเสริมพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็ก
การส่งเสริมพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กที่เพิ่มขึ้นอันมีผลมาจากการจัดกิจกรรมให้กับเด็กได้ลงมือกระทำและเกิดการเรียนรู้ เด็กจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่างๆเข้ามารวบรวมและจัดเก็บพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัยนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากวุฒิภาวะของเด็ก ถ้าเด็กได้รับประสบการณ์อย่างกว้างกว่าเดิม จากการที่ได้อ่าน การฟัง การท่องเที่ยว การสนทนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์
การฝึกภาษา การเรียนรู้ทางภาษาเกิดจากการที่เด็กได้ฟังและมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้อื่น โดยมีสิ่งเร้า เช่น ดูภาพ ฟังเพลง และดูภาพจากหนังสือนิทาน ประสบการณ์ทางภาษาโดยพูดคุยกับลูกตั้งแต่ลูกยังพูดไม่ได้ คิดว่าเป็นสิ่งเหลวไหล แต่ที่จริงแล้วเป็นสิ่งที่ควรกระทำอย่างยิ่งเพราะเมื่อเด็กได้ฟังเพลง ฟังนิทาน ฟังการพูดคุยกับพ่อแม่ เด็กจะมีความสนใจและรู้จักการรับฟัง การตอบคำถามของเด็ก เด็กจะมีพัฒนาการด้านภาษาที่ดี ผู้ใหญ่สามารถสอนสิ่งต่างๆให้เด็กเข้าใจการกระทำต่างๆตามเหตุผล เป็นการวางพื้นฐานของการใช้ภาษาและความคิดอย่างมีเหตุผล ซึ่งมีความสำคัญต่อการเรียนรู้ของเด็กในด้านอื่นๆอย่างยิ่ง
ภาวะแวดล้อมและมีการปฏิสัมพันธ์ พ่อแม่และครูเป็นสิ่งแวดล้อมที่สำคัญแก่เด็ก ฉะนั้นพ่อแม่และครูจึงควรเป็นแบบอย่างที่ดี หากครอบครัวที่มีสิ่งต่อไปนี้คือ
1.ครอบครัวที่มีความสัมพันธ์อันอบอุ่นรักใคร่และพูดคุยกัน
2.พ่อแม่และลูกมีความสามัคคีปรองดองกัน เอื้ออาทรต่อกัน
3.พ่อแม่ยอมรับสภาพและความสามารถของลูกตลอดจนพ่อแม่มีสุขภาพกายและจิตที่ดี
4.พ่อแม่แสดงความรักความเข้าใจต่อลูก ซึ่งจะแสดงได้ทั้งกิริยา แววตา และคำพูด การโอบกอดสัมผัส ซึ่งทุกข้อที่กล่าวมาข้างต้นนี้จะช่วยส่งเสริมให้เด็กได้มีพัฒนาการดำเนินไปด้วยดี
การเลี้ยงดูที่ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย
พ่อแม่ ผู้เลี้ยงดู ตลอดจนครูควรคำนึงถึงสิ่งต่างๆดังนี้
1.อาหาร นอกจากจะมีความสำคัญต่อพัฒนาการทางด้านร่างกายแล้ว อาหารยังมีความสำคัญอย่างมากต่อพัฒนาการทางด้านสติปัญญา ถ้าเด็กขาดอาหารสมองจะไม่พัฒนา เด็กอายุ 2 ปี สมองจะโตเป็น 75%และเป็น 80 % และ 90% เมื่ออายุ 4 ปี และเมื่ออายุ 6 ปี ตามลำดับในช่วงเวลาดังกล่าว ถ้าเด็กได้รับสารอาหารไม่เหมาะสมหรือได้รับสารพิษ เช่น ตะกั่ว การเติบโตของสมองจะถูกกระทบกระเทือน เช่น ตัวเซลล์ไม่แบ่งตัว ไม่แตกแขนงและสร้างจุดเชื่อมโยงอย่างสมบูรณ์
2.การเล่น การเล่นนอกจากจะส่งเสริมการพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ และสังคม ดังที่กล่าวมาแล้ว การเล่นและการทำกิจกรรมต่างๆ ยังช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสติปัญญาอีกด้วย การเล่นการทำกิจกรรมต่างๆ ช่วยให้เด็กได้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยไม่มีใครสั่งสอนได้ เด็กได้เรียนรู้จากการสัมผัสสิ่งที่ตนเล่น ได้ทดลองผิดถูกครั้งแล้วครั้งเล่า จนสรุปได้ว่าเป็นพื้นฐานให้เกิดสติปัญญา
3.การฟังและการพูด การฟังเป็นกุญแจสำคัญของการเรียนรู้ในช่วง 1-3 ขวบ แม้ว่าเด็กจะยังพูดไม่คล่องก็ตามแต่เด็กก็สามารถฟังเรื่องราวต่างๆ จากผู้ใหญ่พูดให้ฟัง แม้ว่าจะเข้าใจไม่หมด แต่นั่นเป็นการฝึกให้เด็กคิดตามในเรื่องที่ผู้ใหญ่พูด พ่อแม่ผู้ปกครองตลอดจนครูผู้ดูแลเด็ก จึงควรฝึกให้เด็กปฐมวัยนั่งนิ่ง และเงียบเป็นบางครั้งในแต่ละวัน และเริ่มด้วยการให้เด็กฟังเราพูดสักหนึ่งหรือสองนาทีในต่อครั้งที่พูด สังเกตว่าสายตาของเด็กอยู่ที่เรา แล้วถามเกี่ยวกับสิ่งที่พูดไปแล้ว เมื่อเด็กตอบ เราต้องชมเชย ให้กำลังใจและกอดเด็ก เพื่อแสดงความดีใจที่เด็กตอบคำถามได้เป็นการให้กำลังใจในความพยายามในครั้งต่อๆไป ในการฝึกฟังและพูด เป็นการช่วยพัฒนาทางด้านสติปัญญาของเด็กได้เป็นอย่างดีวิธีหนึ่ง
ที่มา
สุวรรณา ไชยะธน, ทักษะชีวิตสำหรับเด็กปฐมวัย, มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม, 2548, น.8-10.
ภรณี คุรุรัตนะและคณะ, เด็กปฐมวัยท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลง, วารสารการศึกษาปฐมวัย, 2540, 1, น.23-24.
นิตยา คชภักดี, ขั้นตอนการพัฒนาของเด็กปฐมวัยตั้งแต่ปฏิสนธิถึง 5 ปี, กรุงเทพฯ: สถาบันแห่งชาติเพื่อการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 80.
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น