การประเมินและสร้างเสริมพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยด้านอารมณ์ จิตใจ

 ความหมายของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัย คำว่า "สร้าง" มีความหมายว่าทำให้มี ให้เป็น ให้เกิดขึ้น อาจประสมกับคำว่าเสริมเป็นสร้างเสริม ซึ่งหมายความว่า สร้างเพื่อเพิ่มเติม (กาญจนา นาคสกุล 2556: 105)

            ส่วนการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัย ตามความเข้าใจโดยทั่วไป หมายถึง การทำให้เด็กปฐมวัยมีพฤติกรรมทางอารมณ์-จิตใจ ที่เหมาะสม อันจะทำให้เด็กเป็นผู้ที่มีพัฒนาการทางอารมณ์ จิตใจ ที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านอื่นๆ ให้เด็กเติบโตขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้นักวิชาการได้อธิบายถึงความหมายของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจ (Driscoll and Nagel, 2008: 139; Wortham, 1994: 131 และ Ashiabi. 2001: 41) ดังความเห็นต่อไปนี้

            ลักษณะพฤติกรรมทางอารมณ์ของเด็ก เป็นผลมาจากประสบการณ์ที่เด็กได้รับในสภาพแวดล้อมที่ทำให้รู้สึกเป็นสุข โกรธ กลัว สนุกสนาน อิจฉา ฯลฯ ซึ่งลักษณะอารมณ์ดังกล่าว เป็นอารมณ์ที่เป็นไปในทางบวกและทางลบ การเกิดอารมณ์ได้บ่อยครั้งจะทำให้เป็นลักษณะอารมณ์ประจำตน เช่น ถ้าเด็กได้รับการตอบสนองจากสภาพแวดล้อมตาม " ที่ต้องการ และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ทำให้รู้สึกเป็นสุข เด็กจะมีอารมณ์พึ่งพอใจ ทำให้เป็นคนอารมณ์ดี มีความสุข มีความพอใจต่อสิงต่างๆ ในทางตรงข้ามถ้าเด็กได้รับประสบการณ์ที่ทำให้เกิดประสบการณ์ทางลบบ่อยๆ และเป็นระยะเวลายาวนาน เด็กจะเป็นคนเจ้าอารมณ์ ก้าวร้าวหรือเป็นผู้ที่มีความหวาดกลัว เกาะติดผู้อื่น และเนื่องจากการแสดงพฤติกรรมทางอารมณ์ของเด็กจะเกิดจากการรับรู้ถึงผลการตอบสนองจากผู้อื่น และการปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม ความถี่ของการแสดงออกทางอารมณ์จะทำให้เกิดเป็นลักษณะทางอารมณ์ประจำตัวของเด็ก และก่อเป็นบุคลิกภาพของเด็กอันจะส่งผลต่อพัฒนาการด้านสังคมของเด็กด้วย ตัวอย่างเช่น เด็กที่แสดงอารมณ์โกรธอยู่ตลอดเวลาจะเป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาด้านปฏิสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างเด็กกับผู้อื่นในอนาคต จึงจำเป็นที่จะต้องสร้างเสริมความสามารถในการให้เด็กรู้จักการควบคุมอารมณ์ และการแสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสม ควบคู่ไปกับการจัดประสบการณ์และสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนให้เด็กรับรู้และเกิดอารมณ์ความรู้สึกในทางบวก อันจะส่งผลให้เด็กเป็นผู้ที่มีอารมณ์ดี มีสุขภาพจิตที่ดีและพร้อมที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นและมองโลกในแง่ดี พร้อมที่จะเติบโตไปอย่างมีคุณภาพ จากความเห็นดังกล่าว แสดงถึงความจำเป็นในการสร้างเสริมพฤติกรรมทางอารมณ์-จิตใจของเด็ก ให้รู้จัก รับรู้ความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น การแสดงพฤติกรรมตามความรู้สึกอย่างเหมาะสม รู้จักการควบคุมอารมณ์ เป็นผู้ที่มีลักษณะอารมณ์ในทางบวก อันจะนำไปสู่การเป็นผู้ที่มีอารมณ์ดีและมีบุคลิกภาพที่พึงประสงค์ต่อไป

 

ความสำคัญของการประเมินและสร้างเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัย

            การประเมินและสร้างเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัย มีความสำคัญต่อการพัฒนาเด็กปฐมวัย ดังนี้

            1. การประเมินพฤติกรรมด้านอาร์มณ์-จิตใจ นำไปสู่การตัดสินใจในการตอบสนองความต้องการและการสร้างเสริมพฤติกรรมที่เหมาะสม จากการประเมินจะทำให้ทราบถึงสภาวะทางอารมณ์-จิตใจของเด็กที่เป็นอยู่ว่าเป็นไปตามเกณฑ์ทั่วไปของเด็กวัยเดียวกันหรือไม่ และทำให้ทราบถึงความต้องการทางอารมณ์ของเด็ก เพื่อที่ผู้อบรมเลี้ยงดูจะนำมาสู่การตอบสนองความต้องการได้ถูกต้อง เหมาะสม ขณะเดียวกันการประเมินจะทำให้ทราบถึงความสามารถในการเรียนรู้ทางอารมณ์ของเด็ก อันจะนำมาสู่การจัดประสบการณ์เพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจให้สอดคล้องกับระดับความสามารถและวิธีการเรียนรู้ของเด็ก

            2. การประเมินพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจ นำไปสู่การช่วยเหลือเด็กที่มีความต้องการพิเศษ โดยมีพฤติกรรมที่แตกต่างไปจากปกติ จากการประเมินทำให้ทราบถึงปัญหาที่เกี่ยวกับพัฒนาการทางอารมณ์-จิตใจที่แสดงออกมาให้เห็น ผู้อบรมเลี้ยงดูเด็กจะได้ทำความเข้าใจสาเหตุที่มาช่องปัญหา และหาทางป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา ลุกลามร้ายแรง หรือยับยั้งไม่ให้เกิดปัญหา หรือลดปัญหาให้น้อยลง เพื่อไม่ให้เป็นสิ่งที่ไปขัดขวางพัฒนาการของเด็กในระยะต่อไป การทราบถึงปัญหาจะนำไปสู่การแก้ไขและการสร้างเสริมพฤติกรรมเพื่อช่วยสนับสนุนพัฒนาการทางอารมณ์ของเด็กให้ดำเนินไปอย่างราบรื่น

            3. การประเมินพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจ นำไปสู่การสร้างเสริมลักษณะทางอารมณ์ด้านบวกให้กับเด็กจากการประเมินจะทำให้เข้าใจถึงลักษณะพฤติกรรมตามวัยของเด็กที่แสดงออกว่าเป็นพฤติกรรมที่เหมาะสมกับวัยหรือไม่ ถ้าเหมาะสมจะเป็นลักษณะพฤติกรรมทางบวก ถ้าไม่เหมาะสม์จะเป็นพฤติกรรมทางลบ ทั้งนี้ ลักษณะพฤติกรรมทางบวกจะช่วยให้เด็กเป็นผู้ที่รู้จักเข้าใจตนเอง รับรู้และสนใจผู้อื่นและโลกภายนอก มีความกระตือรือร้น ร่ำเริง รู้สึกปลอดภัย มั่นคงในใจ มีความรู้สึกที่ดีต่อผู้อื่นและโลกรอบตัว ซึ่งเป็นลักษณะที่พึงประสงค์ การเข้าใจถึงลักษณะพฤติกรรมของเด็กจะนำไปสู่การสร้างเสริมคุณลักษณะดังกลาวให้เกิดขึ้นกับเด็กและให้มีความแข็งแกร่ง คงทน จนเป็นบุคลิกภาพของเด็กในวัยต่อไป

            4. การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจของเด็ก เป็นความจำเป็นหลังจากการประเมินพฤติกรรมของเด็กแล้ว การสร้างเสริมลักษณะทางอารมณ์ทางด้านบวกของเด็ก โดยการจัดสภาพแวดล้อม การจัดประสบการณ์และการตอบสนองความต้องการของเด็กด้วยวิธีการที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้เด็กรับรู้อารมณ์ของตนเองและผู้อื่น รู้จักควบคุมและแสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสมเป็นผู้มีจิตใจดี มองโลกและผู้อื่นในแง่ดี ทำให้เป็นผู้ที่มีความสามารถที่ดีในการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่น อันจะส่งผลต่อพัฒนาการทางสังคมของเด็ก ทำให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างดี และเกิดการพัฒนาสู่การมีทักษะทางสังคม อันเป็นทักษะที่จำเป็นในการดำเนินชีวิตในอนาคตของเด็กต่อไป

            การประเมินพฤติกรรมด้านอารมณ์- จิตใจของเด็กปฐมวัย จึงมีความสำคัญที่จะทำให้ผู้อบรมเลี้ยงดูเด็กเข้าใจสภาวะของเด็ก และเข้าไปสู่การสร้างเสริมพฤติกรรมทางอารมณ์-จิตใจ เพื่อให้เด็กมีพัฒนาการทางอารมณ์เป็นไปตาม วัตถุประสงค์ของการศึกษา

            สรุป การประเมินพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยด้านอารมณ์-จิตใจ หมายถึง การเก็บรวมรวมข้อมูล ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแสดงออกที่ชี้บ่งถึงความรู้สึก ความต้องการภายในที่เด็กสื่อสารออกมา ทำให้ทราบถึงสภาวะทางอารมณ์ของเด็ก เพื่อผู้อบรมเลี้ยงดูจะนำข้อมูลไปสู่การตัดสินใจสร้างเสริมพฤติกรรมที่เหมาะสมต่อไป ส่วนการสร้างเสริมพฤติกรรมเด็กปฐมวัยด้านอารมณ์-จิตใจ เป็นการนำข้อมูลจากการประเมินมาสู่การจัดให้เด็กเกิดพฤติกรรมที่เหมาะสม และสนับสนุนพฤติกรรมที่เหมาะสมอยู่แล้วให้ดำเนินไปอย่างราบรื่น  ดังนั้นการประเมินพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจจึงมีความสำคัญที่ทำให้ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาวะทางอารมณ์-จิตใจและเป็นข้อมูลเพื่อนำไปสู่การสร้างเสริมพฤติกรรมการแสดงออกทางอารมณ์ที่เหมาะสม อันจะส่งผลต่อ บุคลิกภาพและพัฒนาการโดยรวมของเด็ก

 

ขอบข่ายของการประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัย

            เด็กที่มีพัฒนาการทางอารมณ์ จิตใจ สังคม จะเป็นเด็กที่มีสุขภาพจิตดี ผ่อนคลายไม่เครียด มีจิตใจที่สงบและเป็นสุขโดยร่างกายจะผลิตสารเคมีในสมองที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของเด็ก ทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น เด็กควรได้รับการอบรมเลี้ยงดูที่ช่วยลดความเครียด พัฒนาให้เด็กได้รับรู้ความรู้สึกของตนเองและรับรู้การแสดงอารมณ์ของผู้อื่นได้อย่างถูกต้องเหมาะสมกับสถานการณ์ รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา ซึ่งเป็นความสามารถในการรับรู้ เข้าใจอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด ความต้องการของผู้อื่น มีความเมตตาพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อเกิดความชัดแย้งสามารถจัดการและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นโดยไม่ใช้ความรุนแรง (พัชรี ผลโยธิน 2549: 11-6) ในเรื่องนี้จะขอเสนอขอบข่ายของการประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์ จิตใจของเด็กปฐมวัยใน 2 ส่วน คือ ขอบข่ายตามทัศนะของนักวิชาการ และชอบข่ายตามจุดหมายการพัฒนาเด็กของหน่วยงาน ดังต่อไปนี้

ขอบข่ายของพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัยตามทัศนะของนักวิชาการ

            พัฒนาการทางอารมณ์ จิตใจของเด็ก มีลักษณะของการพัฒนาที่เป็นแบบแผนโดยพัฒนาจากการรับรู้ความ รู้สึกของตนเองไปสู่การรับรู้ความรู้สึกของผู้อื่น การแสดงออกทางอารมณ์อย่างเปิดเผยไปสู่การรู้จักควบคุมอารมณ์ตนเอง และการพัฒนาจิตใจจากการยึดตนเองไปสู่การยึดหลักเกณฑ์และเหตุผล (จิตตินันท์ เดชะคุปต์ 2555; 5-36) จากแบบแผนพัฒนาการดังกล่าว สามารถนำมากำหนดชอบข่ายพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัย ที่ผู้อบรมเลียงดูจะนำไปสู่การวางกรอบในการประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมของเด็ก ขณะเดียวกันมีนักการศึกษาปรุมวัย ที่ให้ความเห็นที่แสดงถึงขอบข่ายการพัฒนาด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัยไว้ดังนี้

            ทิศนา แขมมณี และคนอื่นๆ (2535: 125-126 อ้างถึงใน อรุณี หรดาล-และคนอื่นๆ 2555: 1-8) ได้กำหนด คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของเด็กไทยด้านอารมณ์-จิตใจ ดังนี้ คุณลักษณะพัฒนาการทางคุณธรรม เป็นผู้มีการปฏิบัติดีตามโอวาท 3 ของพระพุทธศาสนา คือ เว้นทำชั่ว ทำ ดี และฝึกจิตใจให้ผ่องใส และมีคุณธรรมต่างๆ ได้แก่ มีวินัย กตัญญู เมตตา กรุณา ด้านบุคลิกภาพเป็นผู้ที่มีความร่าเริง แจ่มใสเป็นมิตรต่อผู้อื่นมีกิริยามารยาทแบบไทยทั้งกาย วาจาใจ มีความเชื่อมั่นในตนเอง รู้จักพึ่งตนเอง มีความรับผิดชอบ รู้จักยึดหยุ่นและวางตนอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ

            จิตตินันท์ เดชะคุปต์ (2555: 5-42) ได้อธิบายว่า การเตรียมความพร้อมด้านอารมณ์จิตใจของเด็กปฐมวัยหมายถึง การจัดประสบการณ์และสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมความพร้อมด้านอารมณ์-จิตใจ โดยครอบคลุมด้านการรู้จักตนเอง การควบคุมอารมณ์ และการแสดงออกสุขภาพจิต การรับรู้ความรู้สึกของผู้อื่น และการมีคุณธรรม จริยธรรม

            นิตยา คชภักดี (2543 อ้างถึงใน พัชรี ผลโยธิน 2548: 1-32) อธิบายถึง ช่วงเวลาพิเศษที่สมองสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ง่ายกว่าช่วงอื่นว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัยได้ส่งเสริมพัฒนาการเฉพาะอย่างให้กับเด็ก เมื่อผ่านพันช่วงเวลานี้ไปโอกาสนั้นจะไม่กลับคืนมาอีก หรือฝึกได้ยาก หรือเด็กอาจทำไม่ได้เลย สำหรับพัฒนาการ ด้านอารมณ์ที่ควรส่งเสริมพัฒนาในช่วงเวลาของหน้าต่างแห่งโอกาสที่จะให้เด็กเรียนรู้ได้แก่ 1) การควบคุมอารมณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงแรกของชีวิต การเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิดให้ความรักความเอาใจใส่จะช่วยให้สมองซีกขวาของเด็กที่ควบคุมอาร์มณ์ ความรู้สึก ถูกกระตุ้นทำหน้าที่และเจริญเติบโต และ 2) ความเห็นอกเห็นใจ เข้าใจผู้อื่น ความเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น ความรู้สึกที่ดีต่อผู้อื่น อันเป็นอารมณ์สำคัญที่เด็กควรได้รับการพัฒนาให้เกิดขึ้น เพราะเป็นพื้นฐานของการมองโลกในแง่ดี

            โกลแมน (Goleman, 1995 อ้างถึงใน พัชรี ผลโยธิน 2548: 3-33) กล่าวถึง ความฉลาดทางอารมณ์ที่เป็นความสามารถในการตระหนักถึงความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น จนสามารถจัดการกับอารมณ์ของตนหรือมีความสามารถในการควบคุมอารมณ์ของตน ทำให้ชี้นำความคิด และการกระทำของตนได้อย่างสมเหตุสมผลจนประสบความสำเร็จในการเรียน ในอาชีพและในชีวิต ทั้งนี้ ความฉลาดทางอารมณ์ในบุคคลนั้น จะต้องถูกพัฒนามาตั้งแต่ปีแรกๆ ของชีวิตและต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

            จากความเห็นดังกล่าวข้างต้น สามารถสรุปได้ถึงชอบข่ายของพฤติกรรมด้านอารมณ์ จิตใจของเด็กปฐมวัย ที่ควรนำมาสู่การประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมคือ พฤติกรรมด้านการรู้จักตนเอง ซึ่งเป็นการรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น รวมถึงการแสดงออกทางอารมณ์ที่สามารถควบคุมอารมณ์และแสดงพฤติกรรมทางอารมณ์ที่เหมาะสม และด้านจิตใจที่เกี่ยวกับพฤติกรรมด้านคุณธรรม จริยธรรมที่ทำให้เด็กสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมี ความสุข

พัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจ

พัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจ

   ประกอบด้วย 3 มาตรฐาน คือ 

         มาตรฐานที่ 1  มีสุขภาพจิตดีและมีความสุข 

         มาตรฐานที่ 2  ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว  

         มาตรฐานที่ 3  มีคุณธรรม จริยธรรม  และมีจิตใจที่ดีงาม

         สำหรับแนวทางการประเมินพัฒนาการในด้านพัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจที่ครอบคลุม 3 มาตรฐานข้างต้นนี้นั้น คุณครูปฐมวัยจะต้องสังเกตเห็นความสามารถในการแสดงอารมณ์และความรู้สึกของเด็กแต่ละคน โดยต้องดูว่าเด็ก ๆ นั้นรู้จักควบคุมอารมณ์และแสดงออกอย่างเหมาะสมกับวัยและสถานการณ์หรือไม่ เพื่อการเตรียมความพร้อมในการเผชิญกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ตลอดจนการมีความรู้สึกที่ดีต่อตัวเองและคนอื่น ๆ รอบข้าง

          การประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ ของเด็กปฐมวัยประกอบด้วย การประเมินความสามารถในการแสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสมกับวัยและสถานการณ์ ความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีความสนใจ ความสามารถและมีความสุขในการทำงานศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว  มีความรับผิดชอบในการทำงาน มีความซื่อสัตย์สุจริตและรู้สึกถูกผิด มีน้ำใจ คอยแบ่งปัน ช่วยเหลือผู้อื่น ตลอดจนการรู้จักประหยัดอดออม

การพัฒนาอารมณ์เพื่อให้เด็กอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม

สำหรับครูแหม่มมี หลักการง่าย ๆ มาแนะนำให้ผู้ปกครองหรือครูนำไปใช้ ในการสร้างเสริมพัฒนาการทางด้านอารมณ์ ของเด็ก ๆ อย่างแรกเลยเริ่มได้จากที่บ้านก่อน คือ

ผู้ปกครองทำเป็นแบบอย่าง ใช้พฤติกรรมของตัวเองชี้นำเด็ก เพราะเด็กอยู่ใกล้ชิดเราอยู่กับเราตั้งแต่แรกเกิด เด็กจะคอยสังเกตและเลียนแบบพฤติกรรมจากผู้ใหญ่หรือผู้ที่ใกล้ชิด การที่เราแสดงออกในสิ่งที่ดีหรือไม่ดีก็จะทำให้เด็กซึมซับพฤติกรรมเหล่านี้ไปใช้ในที่อื่น ๆ ด้วยเช่นกัน

ผู้ปกครองเป็นแบบอย่างของการแสดงออกทางอารมณ์และสังคมที่ดี ให้เด็กซึมซับและทำตาม
กิจกรรม ยับยั้งชั่งใจ สามารถทำได้ง่าย ๆ คือ การนำขนมเด็ก ๆ ชอบ มาวางไว้บนโต๊ะ 1 ชิ้น จากนั้นสร้างข้อตกลงกับเด็กว่า ให้เด็กนั่งรอห้ามหยิบจับขนมที่วางอยู่ตรงหน้า ให้รอสัญญาณเท่านั้นถึงจะหยิบจับและรับประทานได้ โดยที่ผู้ปกครองหรือครูจะไม่อยู่ในพื้นที่นั้น เพื่อดูว่าเด็กสามารถควบคุมตัวเองได้หรือไม่ ถ้าเด็กควบคุมตัวเองได้ ก็จะนั่งรอจนกว่าจะได้รับคำสั่งหรือสัญญาณ แต่ถ้าเด็กคนไหนควบคุมตัวเองไม่ได้ ก็จะมีการแอบหยิบจับขนมเอามาดมมาดู ซึ่งอยู่นอกเงื่อนไข กิจกรรมนี้ครูแหม่มเคยลองทำแล้วสนุกมากค่ะ เป็นอีกวิธีในการสร้างการควบคุมตนเองได้ดีสำหรับเด็ก

การรับรู้ทางสังคม คือ การรู้จักเคารพสิทธิผู้อื่น เช่นเดียวกันกับที่ผู้อื่นควรเคารพสิทธิของเรา อาจยกตัวอย่างให้เด็กเข้าใจง่าย ๆ เช่น ถ้าเราจะยืมสี หรือดินสอของคนอื่น เราควรขออนุญาต เมื่อเขาอนุญาตเราจึงหยิบไปใช้ได้ และหากเจ้าของไม่อนุญาตก็ไม่ควรหยิบมาใช้ เพราะมีเหตุการณ์ที่ครูแหม่มพบเจอบ่อย ๆ คือ เมื่อไม่ได้รับอนุญาตแล้วหยิบไปใช้ หรือใช้แล้วไม่คืน อาจทำให้เด็กทะเลาะและลงไม้ลงมือกันได้ค่ะ

รู้จักขออนุญาตก่อนหยิบของผู้อื่นไปใช้
รู้จักขออนุญาตก่อนหยิบของผู้อื่นไปใช้

การส่งเสริมให้เด็กมีความภูมิใจในตัวเอง คือ มีความเชื่อมั่น เห็นคุณค่าในตนเอง การให้คำชมเชยเด็กเมื่อเด็กทำสิ่งต่าง ๆ สำเร็จด้วยความพยายาม และเราจะต้องไม่คาดหวังว่าจะต้องดีที่สุด รวมทั้งสอนให้เด็กรู้จักชื่นชมความสำเร็จของผู้อื่นด้วย

กล่าวคำชมเชยให้กับความพยายามของเด็ก เมื่อเค้าทำสิ่งต่าง ๆ สำเร็จ
กล่าวคำชมเชยให้กับความพยายามของเด็ก เมื่อเค้าทำสิ่งต่าง ๆ สำเร็จ

การส่งเสริมพัฒนาการทางด้านอารมณ์ และสังคมของเด็ก คือ การแสดงพฤติกรรมให้สอดคล้องกับสังคมภายนอก และปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม การส่งเสริมพัฒนาการทางด้านอารมณ์และสังคม สำหรับเด็กนั้น อย่างที่ครูแหม่มกล่าวไว้ข้างต้นว่า ควรเริ่มจากที่บ้าน ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่ดี ที่จะนำพฤติกรรมนั้นเข้ามาสู่สังคมภายนอก เช่น โรงเรียน ที่เด็กจะได้มาเรียนรู้เรื่องอารมณ์จากเพื่อนในวัยเดียวกัน การสร้างความแข็งแกร่ง ให้เด็กมีเกราะป้องกันที่ดี จะทำให้เด็กกล้าตัดสินใจ แม้จะต้องเผชิญกับแรงกดดันจากสิ่งต่าง ๆ รอบตัว และจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามอายุและประสบการณ์ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญให้เด็กปรับตัวในสังคมได้ดีเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่


ที่มา : https://www.youngciety.com/article/journal/social-emotional-development.html

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

การประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสังคมของเด็กปฐมวัย