การประเมินพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย
การประเมินพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย
1. ความหมายของการประเมินพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย นักวิชาการได้ให้ความหมายไว้แตกต่างกันบ้างในรายละเอียด ขึ้นอยู่กับความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ของแต่ละคน เมื่อนำความหมายของสองคำดังกล่าวมาผนวกกับคำว่า “ร่างกายของเด็กปฐมวัย” จะได้ความหมายของคำว่า “การประเมิน พฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย” ดังนี้
1.1 เป็นกระบวนการของการวัดและการประเมินการกระทำ หรือการแสดงออกทางร่างกายของเด็กปฐมวัยที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้า หรือสิ่งที่มากระตุ้น (stimulus) เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเด็ก
1.2 เป็นการศึกษาคุณภาพและปริมาณของความประพฤติ การกระทำหรืออาการแสดงออกทางร่างกายของเด็กปฐมวัยที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้า เพื่อใช้ในการตัดสินเด็กทั้งเป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่ม
1.3 เป็นกระบวนการรวบรวมและเรียบเรียงข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับการกระทำและพฤติกรรมทาง ร่างกายอย่างเป็นระบบสำหรับใช้ในการตัดสินใจเกี่ยวกับเด็กปฐมวัย และเป็นข้อมูลเพื่อสื่อสารให้ผู้เกี่ยวข้องได้รับทราบถึงความก้าวหน้า จุดเด่น จุดด้อย รวมทั้งใช้ในการตัดสินประสิทธิภาพในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และความเหมาะสมของหลักสูตร
1.4 เป็นกระบวนการในการใช้เครื่องมือต่างๆ รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำ หรือกิริยาอาการแสดงออกทางร่างกายทุกรูปแบบของเด็กปฐมวัยที่สามารถสังเกตได้จากหลากหลายแหล่ง แล้วจัดการแปลความหมาย ข้อมูลที่ได้เพื่อนำมาวางแผนพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้เพื่อช่วยให้เด็กมีพฤติกรรมตามที่หลักสูตรได้กำหนดไว้
1.5 เป็นกระบวนการและวิธีการที่มีระบบในการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความประพฤติ หรือการกระทำของเด็กปฐมวัยที่สามารถวัดได้ สังเกตได้จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายเพื่อใช้ตัดสินคุณลักษณะของเด็ก 1.6 เป็นกระบวนการของการสังเกต การจดบันทึกการกระทำหรือการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายเด็กปฐมวัย เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจเกี่ยวกับกระบวนการทางการศึกษาซึ่งจะส่งผลต่อตัวเด็กต่อไป
จากความหมายดังกล่าวอาจสรุปได้ว่า การประเมินพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย หมายถึง กระบวนการในการใช้เครื่องมือที่หลากหลายเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกายที่สามารถสังเกตได้ในสถานการณ์ต่างๆ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาตัดสินคุณลักษณะของพฤติกรรมทางกายที่สามารถนำมาใช้ในการส่งเสริมและพัฒนาเด็กตามความแตกต่างระหว่างบุคคล
2. ความสำคัญของการประเมินพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย การประเมินพฤติกรรมด้านร่างกาย ของเด็กปฐมวัยจะช่วยให้พ่อแม่ผู้ปกครอง ครูและผู้ดูแลเด็กปฐมวัย ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็กทุกฝ่ายรู้จักและ เข้าใจเด็กมากขึ้น สามารถช่วยเหลือและพัฒนาพฤติกรรมเด็กได้อย่างเหมาะสมและทันเวลา สามารถตอบสนอง ความต้องการของเด็กได้ตามความแตกต่างระหว่างบุคคล ดังที่มีนักวิชาการได้กล่าวถึงความสำคัญของการประเมิน พฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย (McAfee, et. al., 2004: 36-40; Bredekamp, 1987: 4; นกเนตร ธรรมบวร 2544: 14-17) ไว้ดังนี้
2.1 ช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมและความก้าวหน้าของพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กในแต่ละช่วงเวลา เนื่องจากเด็กแต่ละคนมีพฤติกรรมด้านร่างกายแตกต่างกัน เช่น การใช้มือทำกิจกรรมและหยิบจับสิ่งต่างๆ การมีสุขนิสัยที่ดี การใช้กล้ามเนื้อใหญ่ในการเคลื่อนไหว ซึ่งความแตกต่างนี้อาจเนื่องมาจากสภาพแวดล้อม วิธีการอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่ผู้ปกครอง และฐานะเศรษฐกิจของครอบครัว เมื่ออายุมากขึ้นพฤติกรรมของเด็กจะมีการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ ดังนั้น การประเมินพฤติกรรมจะช่วยให้พ่อแม่ผู้ปกครอง ครูและผู้ดูแลเด็ก รวมถึงผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะของพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กในแต่ละช่วงวัย และความต้องการของเด็กแต่ละคน ทำให้สามารถช่วยเหลือและให้คำแนะนำแก่เด็กได้อย่างเหมาะสมทั้งเป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่ม
2.2 ช่วยในการวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และการตัดสินใจในเรื่องที่มีผลต่อเด็ก โดยปกติครูและผู้ดูแลเด็กจะนำข้อมูลที่ได้จากการประเมินพฤติกรรมเด็กปฐมวัยอย่างต่อเนื่องมาใช้ในการทำความเข้าใจเด็ก การวางแผนและตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การจัดสภาพแวดล้อม รวมถึงการจัดหา/การเลือกซื้ออุปกรณ์ของเล่นและเครื่องเล่นเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายให้กับเด็กปฐมวัย ข้อมูลที่ได้จากการประเมินเด็กปฐมวัยมีความจำเป็นอย่างมากต่อการวางแผนและพัฒนาโปรแกรมการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับเด็ก ช่วยให้ครูตัดสินใจได้ว่าจะเริ่มบทเรียนใหม่เมื่อไร จะเริ่มอย่างไร และจะใช้เวลานานเท่าใดจึงจะเหมาะสม รวมถึงการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงบทเรียน สื่อการสอน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการและความสนใจของเด็ก
ในส่วนของพ่อแม่ผู้ปกครอง สามารถใช้ผลการประเมินพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กมาใช้ประกอบการช่วยเหลือเด็กที่บ้านได้ เช่น การฝึกให้เด็กมีพฤติกรรมสุขนิสัยที่ดี การพาเด็กออกไปเล่นเครื่องเล่นในสนามเด็กเล่นของชุมชน/หมู่บ้าน เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสพัฒนาความแข็งแรงของกระดูก และความคล่องแคล่วว่องไวของกล้ามเนื้อ ส่วนต่างๆ ของร่างกาย การจัดเตรียมดินน้ำมันให้เด็กเล่นเพื่อพัฒนาทักษะการใช้กล้ามเนื้อบริเวณฝ่ามือ นิ้วมือและ ปลายนิ้วมือในการหยิบจับและปั้นดินน้ำมัน
2.3 ช่วยให้สามารถระบุเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษได้ การประเมินพฤติกรรมทางร่างกายของเด็กปฐมวัยสามารถช่วยให้พ่อแม่ผู้ปกครอง ครูและผู้ดูแลเด็กสามารถค้นพบเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าที่อาจต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ เช่น เด็กที่มีการทรงตัวไม่ดี เด็กที่กล้ามเนื้อบริเวณขาไม่แข็งแรงทำให้หกล้มบ่อย เด็กที่มีปัญหาในการรับลูกบอลเนื่องจากการประสานสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อมือและตาไม่ประสานกันดีพอ เด็กที่ไม่สามารถหยิบของชิ้นเล็กๆ ได้เนื่องจากกล้ามเนื้อเล็กบริเวณนิ้วมือและปลายนิ้วยังทำงานไม่ดีพอ ครูและผู้ดูแลเด็กอาจต้องให้ คำแนะนำพ่อแม่ผู้ปกครองในการส่งเสริมให้เด็กได้ฝึกใช้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นๆ ให้มากขึ้น หรืออาจแนะนำให้พาเด็กไปพบผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ในขณะที่ครูผู้ดูแลเด็กเองก็จัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้พัฒนาในส่วนที่บกพร่องมากขึ้น
แนวทางการประเมินพัฒนาการเด็ก

ประกอบด้วย 2 มาตรฐาน คือ
มาตรฐานที่ 1 ร่างกายเจริญเติบโตตามวัยและมีสุขนิสัยที่ดี
มาตรฐานที่ 2 กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กแข็งแรง ใช้ได้อย่างคล่องแคล่วและประสานสัมพันธ์กัน
สำหรับแนวทางการประเมินพัฒนาการในด้านพัฒนาการด้านร่างกายที่ครอบคลุม 2 มาตรฐานข้างต้นนี้นั้น คุณครูปฐมวัยจะต้องสังเกตดูความเปลี่ยนแปลงของความสามารถของร่างกายในการเคลื่อนไหว การมีสุขภาพอนามัยที่ดี รวมถึงการใช้มือกับตาที่ประสานสัมพันธ์กันในการทำกิจกรรมต่าง ๆ
การประเมินพัฒนาการด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย ประกอบด้วย การประเมินน้ำหนักและส่วนสูงตามเกณฑ์ สุขภาพอนามัย สุขนิสัยที่ดี การรู้จักความปลอดภัย การเคลื่อนไหวและการทรงตัว การเล่นและ การออกกำลังกาย และการใช้กล้ามเนื้อเล็กอย่างประสานสัมพันธ์กัน
ที่มา : https://www.rathakun.com/check-performance-for-childrens/
การประเมินพัฒนาการเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ควรประเมินให้ครอบคลุมครบทุกช่วงอายุ เพราะ ช่วงวัยนี้มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว อีกทั้งมีความเสี่ยงต่อสภาพความผิดปกติต่างๆ จึงจำเป็นต้องเฝ้าระวัง และติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด พ่อแม่ ผู้เลี้ยงดูหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดู ควรสังเกตพัฒนาการเด็ก โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล หากพบความผิดปกติ ต้องรีบพาไปพบแพทย์หรือผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับพัฒนาการเด็ก เพื่อหาทางแก้ไขหรือบำบัดฟื้นฟูโดยเร็วที่สุด สำหรับหลักในการประเมิน พัฒนาการ มีดังนี้
1. ประเมินพัฒนาการของเด็กครบทุกด้าน
2. ประเมินเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง
3. ประเมินด้วยวิธีการที่หลากหลาย ซึ่งวิธีการประเมินที่เหมาะสมกับเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี มีการสังเกตพฤติกรรมของเด็กในกิจกรรมต่างๆ และกิจวัตรประจำวัน การบันทึกพฤติกรรม การสนทนา การสัมภาษณ์เด็กและผู้ใกล้ชิด และการวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเด็ก
4. บันทึกพัฒนาการลงในสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก (เล่มสีชมพู) และใช้คู่มือการเฝ้าระวัง และส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย (DSPM) ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข หรือของหน่วยงานอื่น
5. นำผลที่ได้จากการประเมินพัฒนาการไปพิจารณาจัดกิจกรรม เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้และ มีพัฒนาการเหมาะสมตามวัย
การประเมินพัฒนาการเด็กอายุ 3 - 6 ปี เป็นการประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาของเด็ก โดยถือเป็นกระบวนการต่อเนื่อง และเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมปกติที่จัดให้ เด็กในแต่ละวัน ผลที่ได้จากการสังเกตพัฒนาการเด็ก ต้องนำมาจัดทำสารนิทัศน์ หรือจัดทำข้อมูลหลักฐาน หรือเอกสารอย่างเป็นระบบ ด้วยการรวบรวมผลงานสำหรับเด็กเป็นรายบุคคลที่สามารถบอกเรื่องราวหรือ ประสบการณ์ที่เด็กได้รับว่าเด็กเกิดการเรียนรู้และมีความก้าวหน้าเพียงใด ทั้งนี้ ให้นำข้อมูลผลการประเมิน พัฒนาการเด็กมาพิจารณาปรับปรุง วางแผนการจัดกิจกรรม และส่งเสริมให้เด็กแต่ละคนได้รับการพัฒนา ตามจุดหมายของหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง การประเมินพัฒนาการควรยึดหลัก ดังนี้
๑. วางแผนการประเมินพัฒนาการอย่างเป็นระบบ
๒. ประเมินพัฒนาการเด็กครบทุกด้าน
๓. ประเมินพัฒนาการเด็กเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่องตลอดปี
๔. ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงจากกิจกรรมประจำวัน ด้วยเครื่องมือและวิธีการที่หลากหลาย ไม่ควรใช้แบบทดสอบ
๕. สรุปผลการประเมิน จัดทำข้อมูลและนำผลการประเมินไปใช้พัฒนาเด็ก
สำหรับวิธีการประเมินที่เหมาะสมและควรใช้กับเด็กอายุ 3 - 6 ปี ได้แก่ การสังเกต การบันทึก พฤติกรรม การสนทนากับเด็ก การสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเด็กที่เก็บอย่างมีระบบ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น